www.thaidemolition.com

รื้อถอน รื้อถอนอาคาร ทุบตึก โทร. 081-8162302

Thaidemolition.com คือเว็บไซท์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการ รื้อถอน รื้อถอนอาคาร ทุบตึก และรวบรวมเรื่องราว ความปลอดภัย ตลอดจนให้บริการงาน รื้อถอน รื้อถอนอาคาร ทุบตึก แนะนำผู้รับเหมา รื้อถอน รื้อถอนอาคาร ทุบตึก ที่เหมาะสม สะดวก ประหยัด ปลอดภัย ตลอดจนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ รื้อถอนอาคาร

บริษัท ไทยดีโมลีชั่น จำกัด ผู้สนับสนุนเว็บไซท์

รื้อถอน รื้อถอนอาคาร ทุบตึก โทร. 081-8162302 สะพาน ถนน โรงงาน โกดัง คลังสินค้า ตัดพื้น ตัดผนัง ขนย้ายเศษวัสดุ
แก้ไขอาคารทรุด โทร. 081-8162302 ยกระดับอาคาร เสริมฐานราก แก้ไขอาคารวิบัติ
บริการของเรา
โทร. 081-8162302 คุณสุรชัย

รื้อถอน ทุบตึก

รื้อถอนอาคาร

แก้ไขอาคารทรุด

ประมูล โรงงาน

รื้อปรับปรุงอาคาร

Coring Concrete

Wall & Wire Saw

ขนย้าย เศษวัสดุ

ค้าเหล็ก ค้าของเก่า

รับซื้อของเก่า

แบคโฮให้เช่า

รับถมที่

รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง

บริการพิเศษ ฟรี

ประมาณราคา

ขออนุญาต

ประกันภัย

วิศวกรให้คำแนะนำ

 

 

ออกแบบก่อสร้าง โทร. 081-8162302 คุณสุรชัย

บริการ - ออกแบบ ออกแบบก่อสร้าง โทร. 081-8162302 ออกแบบสถาปัตย์ ออกแบบตกแต่งภายใน ออกแบบโครงสร้าง ออกแบบงานระบบ บริหารงานก่อสร้าง บริหารโครงการ (Project Management) วิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการ ส่งเสริมโครงการและการตลาด ประมาณการกระแสเงินสด จัดทำแผนการใช้เงิน (CASH FLOW) ประสานงานส่วนราชการ-เอกชน ขออนุญาต ตรวจงานก่อสร้าง (Inspection) ควบคุมงานก่อสร้าง (Supervision) ให้คำแนะนำด้านวิศวกรรม และสถาบันการเงินเพื่อการก่อสร้าง

นำทีมโดย... คุณสุรชัย

 

บทความที่นำมาลงยังไม่ใช่ตำราเป็นเพียงเอกสารทางวิชาการ อาจไม่สมบูรณ์ในการบันทึก

และต้องขออภัยที่ไม่ได้อ้างอิงที่มา

 

การปรับโครงสร้างหนี้ในมุมมองของนักกฎหมาย

 

โดย นายชัยภัทร กำจัดดัสกร

 

การปรับโครงสร้างหนี้ในมุมมองของนักกฎหมาย

ประเด็นสำคัญ

  • บทนำ
  • การปรับโครงสร้างหนี้ คืออะไร
  • ทำไมจึงต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้
  • ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างหนี้
  • วิธีการปรับโครงสร้างหนี้โดยทั่วไป และหลักเกณฑ์ในการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบัน การเงินที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย
  • หลักเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่กำหนดโดยธนาคารแห่ง ประเทศไทย
  • รูปแบบของการปรับโครงสร้างหนี้
  • อุปสรรคและปัญหาในทางปฏิบัติในการปรับโครงสร้างหนี้
  • ข้อเสนอแนะสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้
  • บทส่งท้าย

บทนำ

ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศไทยในปีพ.ศ. 2540 เป็นต้นมานั้น คนทั่วๆไปมักจะรู้จัก กับการปรับโครงสร้างหนี้น้อยมาก แต่เดิมนั้น คนที่รู้จักกับการปรับโครงสร้างหนี้อาจจะมีเฉพาะผู้ที่อยู่ในวงการการเงินการธนาคารรวมทั้งผู้ที่ต้อง ใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงินในการประกอบธุรกิจ ซึ่งประสบปัญหาในทางการเงินและต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้แต่ในอดีตก่อนหน้า ที่จะมีวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงนั้น การปรับโครงสร้างหนี้มักจะทำในวงจำกัดเฉพาะในกรณีของลูกหนี้บางราย ที่มีปัญหาและสถาบันการเงินที่ให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้รายดังกล่าวเท่านั้น แต่ครั้นเมื่อเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงตั้งแต่ปีพ.ศ. 2540 เป็นต้นมานั้น คนไทยทุกคนเริ่มรู้จักกับการปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นพร้อมกับรู้จักคำว่า "หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้" (Non-Performing Loans หรือ NPL ที่เรารู้จักกัน ) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะคิดว่า การปรับโครงสร้างหนี้นั้นเกิดขึ้นเนื่องจากสถาบันการเงินเกือบจะทุกแห่งที่ให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการในประเทศไทยไม่ว่า จะเป็นสถาบันการเงินของไทยหรือต่างประเทศ และไม่ว่าจะให้สินเชื่อเป็นเงินบาทหรือเป็นเงินตราต่างประเทศต่างประสบกับปัญหา หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสถาบันการเงินเหล่านั้นจึงต้องมีการดำเนินการ ปรับโครงสร้างหนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบ และความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ความจริงแล้ว การปรับโครงสร้างหนี้อาจเกิดขึ้นได้สำหรับหนี้ทุกประเภท ไม่จำเป็นจะต้องเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น เราจึงควรจะมาทำความรู้จักกับการปรับโครงสร้างหนี้ให้ดีขึ้น

การปรับโครงสร้างหนี้คืออะไร

ในความหมายอย่างกว้างนั้น การปรับโครงสร้างหนี้ คือกระบวนการอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อโครงสร้างหนี้ของ ลูกหนี้ไม่เหมาะสมกับสภาพธุรกิจของลูกหนี้ในขณะนั้น หรือมีแนวโน้มว่าในอนาคต โครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ซึ่งทำไว้แต่เดิม อาจไม่เหมาะสมกับสภาพธุรกิจของลูกหนี้ การที่โครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ ไม่เหมาะสมกับสภาพธุรกิจของลูกหนี้ อาจเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น

  • ประเภทของสินเชื่อ และวงเงินสินเชื่อที่ลูกหนี้ขอใช้จากสถาบันการเงินสำหรับธุรกิจของลูกหนี้ ไม่เหมาะสมกับสภาพของธุรกิจเช่นลูกหนี้ใช้สินเชื่อระยะสั้น (Working Capital)
  • นประเภทของธุรกิจซึ่งควรจะใช้สินเชื่อระยะยาว (Long Term Financing) มากกว่า เป็นต้น หรือวงเงินสินเชื่ออาจมากเกินไป หรือน้อยเกินไป
  • ลูกหนี้มีการเปลี่ยนแปลงธุรกิจที่ประกอบอยู่ทำให้สภาพ และความจำเป็นของสินเชื่อ และหนี้ที่มีอยู่ต่อสถาบันการเงินต้องเปลี่ยนแปลงไป

ในกรณีดังกล่าวข้างต้น การปรับโครงสร้างหนี้มักจะทำได้โดยการที่ลูกหนี้ และเจ้าหนี้ (ซึ่งโดยมากมักจะเป็นสถาบันการเงิน)จะตกลงเปลี่ยนแปลง เงื่อนไขและข้อกำหนดในสัญญาสินเชื่อที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีสภาพของสินเชื่อ และหนี้ที่เหมาะสมกับสภาพของธุรกิจของลูกหนี้ การปรับ โครงสร้างหนี้ในกรณีนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น

“ การปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งไม่ใช่กรณีที่ลูกหนี้มีปัญหาสภาพคล่อง ”

นอกเหนือจากการปรับโครงสร้างหนี้ข้างต้นแล้ว การปรับโครงสร้างหนี้อาจเกิดขึ้นจากการที่ลูกหนี้มีปัญหาสภาพคล่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งการ มีปัญหาสภาพคล่องดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเนื่องจากวิกฤติทางเศรษฐกิจ ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้โดยทั่วไปในปัจจุบันนี้เป็นการปรับโครงสร้าง หนี้ในแบบหลังนี้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเราอาจเรียกได้ว่าเป็น “ การปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งลูกหนี้มีปัญหาสภาพคล่อง ” ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้ในแบบนี้ มีความสลับซับซ้อน และเกี่ยวพันกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทำไมจึงต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้

หลายท่านอาจจะคิดว่า การปรับโครงสร้างหนี้นั้นมีขึ้นเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของลูกหนี้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถทำธุรกิจต่อไป ได้เท่านั้นแต่แท้ที่จริงแล้ว การปรับโครงสร้างหนี้ยังมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกหลายประการ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่ง กล่าวคือ

1. โดยปกติแล้ว ธุรกิจหลักของสถาบันการเงิน คือการระดมเงินจากประชาชนในรูปของเงินฝาก หรือเงินกู้ เพื่อนำเงินดังกล่าว มาปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจของประเทศเมื่อเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจขึ้น ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของบรรดาลูกหนี้ลดลง ย่อมทำให้สถาบันการเงินมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPL มากขึ้นซึ่งตามหลักเกณฑ์การควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลนั้น เมื่อสถาบันการเงินมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะต้องมีการกันเงินสำรองเพิ่มขึ้น ตามสภาพของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ดังกล่าว ซึ่งการกันเงินสำรองดังกล่าวจะทำให้เงินกองทุนของสถาบันการเงินแต่ละแห่งลดน้อยลง จนทำให้สถานะของสถาบันการเงินนั้นเกิดความไม่มั่นคงขึ้นได้ ดังนั้น สถาบันการเงินจึงต้องดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งถ้าหากดำเนินการ เป็นผลสำเร็จ เช่น มีการลงนามในบันทึกข้อตกลง หรือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้หนี้ที่ปรับโครงสร้างกลายเป็น หนี้ปกติ ซึ่งอาจมีการตั้งสำรองน้อยมาก ซึ่งเป็นการลดภาระในการกันเงินสำรองจากเงินกองทุนของสถาบันการเงินนั้น ในทางกลับกัน ถ้าการปรับ โครงสร้างหนี้ไม่สำเร็จสถาบันการเงินต้องกันเงินสำรองจากเงินกองทุนเป็นจำนวนมาก ก็จะไม่สามารถปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้นได้เพราะเงินกองทุนลดลง

2. ในปัจจุบัน เพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการปรับโครงสร้างหนี้อย่างแพร่หลาย รัฐบาลได้กำหนดสิทธิประโยชน์มากมายในการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งรวม ทั้งสิทธิประโยชน์ในการยกเว้น หรือลดภาษีต่างๆ ค่าธรรมเนียม อากรแสตมป์ ให้แก่ทั้งลูกหนี้ และเจ้าหนี้ แต่ทั้งนี้การปรับโครงสร้างหนี้เพื่อ ให้ได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดซึ่งในปัจจุบันสิทธิประโยชน์ต่างๆ ในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ขยายไปจนถึงสิ้นปีพ.ศ. 2544

3. การปรับโครงสร้างหนี้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ยังเป็นการลดภาระในการกันเงินสำรองจากเงินกองทุน ของสถาบันการเงินต่างๆ เป็นการเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างหนี้

ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปรับโครงสร้างหนี้พอจำแนกออกได้เป็นหลายฝ่ายดังต่อไปนี้

1. ฝ่ายลูกหนี้

ลูกหนี้ซึ่งมีปัญหาในการชำระหนี้ควรจะทำการสำรวจสถานภาพของตนเองว่าสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกหนี้มีปัญหา และจะต้องมีการปรับ โครงสร้างหนี้นั้นเกิดจากอะไร และฝ่ายลูกหนี้เห็นว่า มีลู่ทางอย่างไรในการปรับโครงสร้างหนี้ได้บ้าง ลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ทำธุรกิจ ย่อมจะรู้ถึงสาเหตุและลู่ทางในการปรับโครงสร้างหนี้ได้ดีที่สุด แต่จะต้องมีความจริงใจ และสุจริตใจในการแก้ปัญหา และควรมีการเปิดเผย ข้อมูลที่จำเป็นในการปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ และที่ปรึกษาทางการเงินตามความจำเป็นและเหมาะสม ในการเตรียมตัวเพื่อเจรจา กับฝ่ายเจ้าหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้นั้น ฝ่ายลูกหนี้ควรมีที่ปรึกษากฎหมายเจ้าหน้าที่ทางการเงิน และในกรณีที่เป็นการปรับ โครงสร้างหนี้ขนาดใหญ่ และมีความสลับซับซ้อนควรจะมีที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อจัดทำข้อมูลและประมาณการทางการเงิน (Feasibility Study) เพื่อประกอบการพิจารณาหาลู่ทางที่เหมาะสมในการปรับโครงสร้างหนี้ด้วย

2. ฝ่ายเจ้าหนี้

ฝ่ายเจ้าหนี้เป็นฝ่ายที่จะต้องมีการเตรียมตัวในการปรับโครงสร้างหนี้ไม่น้อยไปกว่าลูกหนี้ และในความเห็นของผู้เขียน ฝ่ายเจ้าหนี้น่าจะ ต้องมีการเตรียมตัวมากกว่าฝ่ายลูกหนี้ด้วยซ้ำไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เป็นโครงการหรือธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีเจ้าหนี้หลายรายและมีหนี้หลายประเภท ซึ่งเจ้าหนี้แต่ละรายจะพยายามคุ้มครองผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก ทำให้การเจรจา ในการปรับโครงสร้างหนี้เกิดความล่าช้าหรืออาจมีอุปสรรคได้ง่าย โดยทั่วไปในกรณีของธุรกิจขนาดใหญ่และ มีเจ้าหนี้จำนวนมากจึงมัก จะต้องมีการแต่งตั้งตัวแทนของฝ่ายเจ้าหนี้เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของฝ่ายเจ้าหนี้หลายๆ รายในการเจรจา ปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งอาจเป็นตัวแทนรายเดียว ซึ่งเรียกโดยทั่วไปว่าผู้ประสานงาน (Co-ordinator) สถาบันแกนนำ (Lead Institution) หรือผู้จัดการ (Manager) หรือในกรณีที่เป็นโครงการหรือธุรกิจขนาดใหญ่มากๆอาจต้องมีการตั้งเจ้าหนี้หลายๆ ราย หรือกลุ่มของเจ้าหนี้เป็นตัวแทนของเจ้าหนี้ทั้งหมด ซึ่งกลุ่มเจ้าหนี้ที่ได้รับแต่งตั้งนี้จะเรียกกันโดยทั่วไปในวงการเจ้าหนี้ว่ากลุ่มตัวแทนของเจ้าหนี้ หรือคณะกรรมการเจ้าหนี้ (Steering Committee) ซึ่งกลุ่มเจ้าหน้าที่ได้รับแต่งตั้งนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเจ้าหนี้ในการเจรจากับลูกหนี้ในการปรับโครงสร้างหนี้ จาก ประสบการณ์ของผู้เขียน พบว่าการปรับโครงสร้างหนี้ขนาดใหญ่ที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะเป็น กรณีที่ฝ่ายเจ้าหนี้มีตัวแทนหรือคณะกรรมการเจ้าหนี้ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถประสานประโยชน์ของกลุ่ม เจ้าหนี้แต่ละกลุ่มได้เป็นอย่างดี ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

3. ที่ปรึกษาทางการเงิน

ที่ปรึกษาทางการเงินมีความจำเป็นมากสำหรับการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับโครงการขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ ซึ่งมีหนี้จำนวนมาก หรือเป็นโครงการขนาดไม่ใหญ่มากแต่มีความสลับซับซ้อนสูง ที่ปรึกษาทางการเงินมักจะเป็นองค์กรอิสระซึ่งฝ่ายเจ้าหนี้ และฝ่ายลูกหนี้ร่วมกันเลือกให้มาทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูล ( ซึ่งเรียกกันในวงการว่าเป็นการทำ Due Diligence) และจัดเตรียมประมาณการต่างๆ รวมทั้งประมาณการกระแสเงินสด (Cashflow Projection) ซึ่งจะใช้เป็นฐานในการเจรจาระหว่างฝ่ายลูกหนี้ และเจ้าหนี้ เพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงแผนการปรับโครงสร้างหนี้ หรือสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับสภาพธุรกิจของลูกหนี้ต่อไป ในกรณีที่เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้การควบคุมดูแลของคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้("คปน.") หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่าThe Corporate Debt Restructuring Advisory Committee ("CDRAC") (ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป) นั้น ทาง คปน.ได้รวบรวมรายชื่อที่ปรึกษาทางการเงินที่เห็นชอบโดยสมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารต่างชาติ สมาคมบริษัทเงินทุน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับฝ่ายลูกหนี้ และเจ้าหนี้จะได้เลือกใช้ตามความเหมาะสมด้วย

4. ที่ปรึกษากฎหมาย

ที่ปรึกษากฎหมายทั้งของฝ่ายเจ้าหนี้ และฝ่ายลูกหนี้มีบทบาทอย่างสำคัญซึ่งจะทำให้การปรับ โครงสร้างหนี้เป็นไปอย่างราบรื่นไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้นอกศาล หรือการปรับโครงสร้างหนี้โดยอาศัยกระบวนการ ฟื้นฟูกิจการในศาลล้มละลายก็ตามโดยปกติแล้วที่ปรึกษากฎหมายมักจะมีทั้งของฝ่ายเจ้าหนี้ และฝ่ายลูกหนี้ ซึ่งต่างจากกรณีของที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งมักจะมีรายเดียวทำหน้าที่ให้แก่ทั้งฝ่ายเจ้าหนี้และฝ่ายลูกหนี้ การปรับโครงสร้างหนี้ที่ประสบ ความสำเร็จนั้นที่ปรึกษากฎหมายทั้งทางฝ่ายเจ้าหนี้ และฝ่ายลูกหนี้จะต้องไม่ทำการปกป้องฝ่ายของตนจนเกินสมควร แต่ควรจะหาช่องทาง ที่จะให้ทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงในการปรับโครงสร้างหนี้ร่วมกันให้ได้ ฝ่ายเจ้าหนี้ และฝ่ายลูกหนี้ควรจะให้ที่ปรึกษากฎหมาย ของฝ่ายตนเข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้นเพื่อให้ได้คำปรึกษาทางกฎหมายที่เหมาะสม ตลอดระยะเวลาในการเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้

5. องค์กรที่สนับสนุนและส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้

สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ขนาดใหญ่ มักจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ตามแนวทางของคณะกรรมการ เพื่อส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ (“ คปน. ” หรือ “CDRAC”) คณะอนุกรรมการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ และสำนักงานคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ( “ สปน. ” ) ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐบาลซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง เพื่อประสานงาน และส่งเสริมการปรับโครงสร้างหนี้ให้ประสบความสำเร็จ การปรับโครงสร้างในแบบนี้เรียกกันโดยทั่วไปว่า การปรับโครงสร้างหนี้ตามแนวทางของ CDRAC หรือคปน. ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป

6. ผู้ทำแผน

ในการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลาย จะต้องมีการแต่งตั้งผู้ทำแผน ซึ่งมีหน้าที่หลักอยู่ 2 ประการคือ

6.1 ร่างแผนฟื้นฟูกิจการซึ่งกำหนดขั้นตอนและรายละเอียดในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ซึ่งรวมทั้งการปรับโครงสร้างหนี้ และการปรับโครงสร้างองค์กร หรือโครงสร้างกิจการของลูกหนี้ เพื่อให้กิจการของลูกหนี้สามารถฟื้นตัวได้

6.2 เป็นผู้ทำการแทนลูกหนี้ในระหว่างเวลาที่มีการร่างแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อให้ที่ประชุมเจ้าหนี้อนุมัติ ผู้ทำแผนจะต้อง มีความเป็นกลางให้มากที่สุด เพื่อให้แผนฟื้นฟูกิจการเป็นที่ยอมรับของทั้งฝ่ายเจ้าหนี้ และฝ่ายลูกหนี้

7. ผู้บริหารแผน

นอกจากผู้ทำแผนแล้ว ในการปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลาย ยังจะต้องมีผู้บริหารแผนซึ่งมีหน้าที่หลักในการเป็นผู้กระทำการแทนลูกหนี้ให้เป็นไปตามข้อกำหนด และเงื่อนไขในแผนฟื้นฟูกิจการ ซึ่งได้รับอนุมัติจากที่ประชุมเจ้าหนี้ และศาลล้มละลายแล้ว ผู้บริหารแผนอาจเป็นบุคคลคนเดียวกันกับผู้ทำแผน หรือเป็นบุคคลอื่นก็ได้

8. สำนักฟื้นฟูกิจการ กระทรวงยุติธรรม

การปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาลล้มละลายรวมทั้งการ ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ทำแผน และผู้บริหารแผน จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งสังกัดอยู่กับ สำนักฟื้นฟูกิจการกระทรวงยุติธรรมซึ่งควบคุมดูแลโดยผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูกิจการ กระทรวงยุติธรรม

1. ศาลล้มละลาย การปรับโครงสร้างหนี้ภายใต้กระบวนการฟื้นฟูกิจการจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลล้มละลายภาย ใต้หลักเกณฑ์ของพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ( ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมจนถึงปัจจุบัน ) ซึ่งในปัจจุบันนี้ ศาลล้มละลาย ได้มีการคัดเลือกกลุ่มผู้พิพากษาซึ่งมีความสามารถเฉพาะด้านมาทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการของศาล ซึ่งจะต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าศาลในประเภทอื่นๆ

วิธีปรับโครงสร้างหนี้โดยทั่วไป และหลักเกณฑ์ในการปรับโครงสร้างหนี้ของสถาบันการเงินที่กำหนดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

โดยทั่วไปแล้ววิธีการปรับโครงสร้างหนี้ อาจแยกตามลักษณะของความเสียหาย หรือสูญเสียซึ่งฝ่ายเจ้าหนี้จะได้รับดังนี้

1. การปรับโครงสร้างหนี้ โดยไม่มีส่วนสูญเสียเกิดขึ้น

คือการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งฝ่ายเจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้เต็มจำนวน แม้ว่าหนี้ที่ได้รับชำระจะล่าช้าไปบ้าง หรือวิธีการในการชำระหนี้จะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ที่สำคัญ คือเจ้าหนี้จะต้องได้รับ หรือถือว่าได้รับชำระหนี้เต็มจำนวนตัวอย่างของการปรับโครงสร้างหนี้ในลักษณะนี้คือ การขยายเวลาการชำระหนี้ การปรับหนี้ระยะสั้นให้เป็นหนี้ระยะยาว การรับโอนทรัพย์สินอย่างอื่นเพื่อชำระหนี้ทั้งจำนวน (ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขให้สิทธิลูกหนี้ซื้อ

3 หน้า : [ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]

หน้าแรก

เมนู

เกี่ยวกับเรา

หน้าแรก

ความเป็นมา

วัตถุประสงค์

นโยบาย

ผู้สนับสนุน

ติดต่อเรา

เกี่ยวกับการรื้อถอน

the myth of

' DEMOLITION '

บทความ

รูปภาพ

ประเภทการรื้อถอน

กฎหมาย

การขออนุญาต

การรื้อถอนเบื้องต้น

บันทึกโครงการ

Implosion คืออะไร

ถาม-ตอบ FAQ

ปัญหาการรื้อถอน

ความปลอดภัย

สาระน่ารู้

 

 

รวมลิงค์

www.mtech.co.th

www.saisombat.com

www.khoosri.com

www.girar.co.th

www.piyamitrgroup.com

www.spdemolition.com

www.sahamitgroup.com

www.terexgroup.com

www.baucon-contractor.com

www.promilliondemolition.com

www.tungmunkong.com

www.thongkarnchang.com

www.tumcivil.com

Thaiengineering

Thaibuild

ปภ.กระทรวงมหาดไทย

สภาวิศวกร

ว.ส.ท.

ภาพน่าสนใจ
 

ติดต่อ thaidemolition
โทร. 02-9448031-3 แฟ็กซ์ 02-9448032
Mobile: 081-8162302 คุณสุรชัย Civil Engineer

4/14 หมู่ที่ 7 ถ. นวมินทร์ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230.

 
we dare not forget " DEMOLITION "
Site is Under Development...Comming soon...