www.thaidemolition.com

รื้อถอน รื้อถอนอาคาร ทุบตึก โทร. 081-8162302

Thaidemolition.com คือเว็บไซท์ที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการ รื้อถอน รื้อถอนอาคาร ทุบตึก และรวบรวมเรื่องราว ความปลอดภัย ตลอดจนให้บริการงาน รื้อถอน รื้อถอนอาคาร ทุบตึก แนะนำผู้รับเหมา รื้อถอน รื้อถอนอาคาร ทุบตึก ที่เหมาะสม สะดวก ประหยัด ปลอดภัย ตลอดจนข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ รื้อถอนอาคาร

บริษัท ไทยดีโมลีชั่น จำกัด ผู้สนับสนุนเว็บไซท์

รื้อถอน รื้อถอนอาคาร ทุบตึก โทร. 081-8162302 สะพาน ถนน โรงงาน โกดัง คลังสินค้า ตัดพื้น ตัดผนัง ขนย้ายเศษวัสดุ
แก้ไขอาคารทรุด โทร. 081-8162302 ยกระดับอาคาร เสริมฐานราก แก้ไขอาคารวิบัติ
บริการของเรา
โทร. 081-8162302 คุณสุรชัย

รื้อถอน ทุบตึก

รื้อถอนอาคาร

แก้ไขอาคารทรุด

ประมูล โรงงาน

รื้อปรับปรุงอาคาร

Coring Concrete

Wall & Wire Saw

ขนย้าย เศษวัสดุ

ค้าเหล็ก ค้าของเก่า

รับซื้อของเก่า

แบคโฮให้เช่า

รับถมที่

รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง

บริการพิเศษ ฟรี

ประมาณราคา

ขออนุญาต

ประกันภัย

วิศวกรให้คำแนะนำ

 

 

ออกแบบก่อสร้าง โทร. 081-8162302 คุณสุรชัย

บริการ - ออกแบบ ออกแบบก่อสร้าง โทร. 081-8162302 ออกแบบสถาปัตย์ ออกแบบตกแต่งภายใน ออกแบบโครงสร้าง ออกแบบงานระบบ บริหารงานก่อสร้าง บริหารโครงการ (Project Management) วิเคราะห์ความเป็นไปได้โครงการ ส่งเสริมโครงการและการตลาด ประมาณการกระแสเงินสด จัดทำแผนการใช้เงิน (CASH FLOW) ประสานงานส่วนราชการ-เอกชน ขออนุญาต ตรวจงานก่อสร้าง (Inspection) ควบคุมงานก่อสร้าง (Supervision) ให้คำแนะนำด้านวิศวกรรม และสถาบันการเงินเพื่อการก่อสร้าง

นำทีมโดย... คุณสุรชัย

 

บทความที่นำมาลงยังไม่ใช่ตำราเป็นเพียงเอกสารทางวิชาการ อาจไม่สมบูรณ์ในการบันทึก

และต้องขออภัยที่ไม่ได้อ้างอิงที่มา

 

ระบบการการจัดทำและส่งมอบโครงการ

บทคัดย่อ

ระบบการการจัดทำและส่งมอบโครงการ คือ การจัดรูปแบบและกำหนดขอบเขตของกลุ่มที่จะเข้ามาให้บริการในการจ ัดทำและส่งมอบโครงการ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของโครงการ ระบบที่เหมาะสมสามารถลดต้นทุนและระยะเวลาการทำโครงการลงได้ ในอดีตที่ผ่านมาการก่อสร้างในประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชนโดยมา กจะใช้ ระบบ " ออกแบบ-ประมูล-ก่อสร้าง" เนื่องจากความคุ้นเคยและไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยง ในปัจจุบันระบบการจัดทำและส่งมอบโครงการที่เป็นที่ยอมรับในสากล มีอยู่หลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบมีข้อจำกัดแตกต่างกัน บทความนี้จะกล่าวถึงรูปแบบต่างๆ ของระบบการจัดทำและส่งมอบโครงการที่ใช้กันในวงการก่อสร้างทั้งใ น วงการก่อสร้างทั้งในและต่างประเทศ เช่น ระบบ "ออกแบบ-ก่อสร้าง" ระบบ " บริหารงานก่อสร้าง" ระบบ "ก่อสร้าง-ดำเนินการ-ส่งมอบ" โดยได้สรุปข้อดีและข้อจำกัดรวมถึงสมรรถนะของระบบต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาระบบที่เหมาะสมกับโครงการ

1. บทนำ

โดยทั่วไปวัฏจักรของโครงการทางวิศวกรรมจะประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๆ 6 ขั้นตอน เริ่มจากการกำหนดความจำเป็นในการจัดทำโครงการ ( Need Identification) เมื่อมีความชัดเจนในระดับหนึ่งก็จะทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโ ครงการ ( Feasibility Study) หากพบว่ามีความเป็นไปได้ก็จะทำการออกแบบรายละเอียด ( Detailed design) และก่อสร้าง ( Construction) ตามลำดับ เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะเป็นการใช้ประโยชน์และบำรุงรักษาสิ่ งปลูกสร้าง (Operating and Maintenance) เมื่อใช้งานไประยะหนึ่งโครงการก็จะเสื่อมสภาพจึงต้องมีการบูรณะ หรือรื้อถอนทำลาย (Disposal) การผลักดันโครงการให้พัฒนาไปตามขั้นตอนต่างๆที่กล่าวมาอย่างราบ รื่นใน ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงเป้าหมายในด้านต่างๆ เช่น งบประมาณ เวลา คุณภาพ และความพึงพอใจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่องยากและท้าทาย เนื่องจากมีองค์ประกอบหลายชนิดที่มีผลต่อการดำเนินการ
องค์ประกอบดังกล่าวอาจรวมถึง การคัดเลือกบริษัทที่จะเข้ามาให้บริการในแต่ละขั้นตอน การกำหนดขอบเขตการให้บริการของบริษัทต่างๆ รูปแบบการทำสัญญาระหว่างเจ้าของโครงการกับบริษัทที่เสนอให้บริก ารประเภทของสัญญา โครงสร้างการประสานงานของบริษัทที่ได้รับการคัดเลือก เป็นต้น ในแต่ละองค์ประกอบก็มีรูปแบบหลายรูปแบบให้เลือก การคัดเลือกรูปแบบขององค์ประกอบต่างๆ แล้วนำมาบูรณาการเข้าเป็นระบบเพื่อใช้ในการพัฒนาโครงการ เรียกว่า ระบบการจัดทำและส่งมอบโครงการ ( Project Delivery System ; PDS) ระบบนี้จะกล่าวถึง ระบบ PDS แบบต่างๆที่เป็นที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยจะกล่าวถึงรายละเอียดของระบบต่างๆ ข้อได้เปรียบและข้อจำกัด รวมทั้งสมรรถนะของระบบ PDS ดังกล่าว

2. ระบบ ออกแบบ-ประมูล-ก่อสร้าง

ระบบ ออกแบบ-ประมูล-ก่อสร้าง ( Design-Bid-Build ;D-B-B) เป็นระบบที่ใช้กันมาเป็นเวลานานและแพร่หลายที่สุดทั้งในและต่าง ประเทศ ระบบนี้แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ขั้นตอนตามชื่อของระบบ โดยเจ้าของโครงการจะทำสัญญา 2 ฉบับ ฉบับแรกจะทำกับบริษัทที่จะทำหน้าที่ออกแบบ ในบางโครงการขอบเขตการให้บริการอาจครอบคลุมถึงการเป็นตัวแทนเจ้าของงานในการคุมงานก่อสร้างด้วย จากนั้นจะเป็นการคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง วิธีการคัดเลือกผู้รับเหมาส่วนใหญ่ใช้วิธีการเปิดประมูลทั่วไป ( Open Bid) สัญญาที่เจ้าของทำกับผู้รับเหมาก่อสร้างส่วนใหญ่จะเป็นประเภทเห มาจ่าย ( Lumpsum Contract) ด้วยเหตุนี้แบบที่ได้จากผู้ออกแบบต้องมีความสมบูรณ์เพียงพอที่ผู้สนใจเข้าประกวดราคาสามารถเสนอราคาได้ การเลือกผู้รับเหมามักจะพิจารณาจากราคาที่เสนอ โดยทั่วไปผู้รับเหมาที่เสนอราคาต่ำสุดมักจะเป็นผู้ชนะการประกวด ราคา ตารางที่ 1 แสดงประโยชน์และความเสี่ยงของระบบนี้ต่อเจ้าของโครงการ จุดอ่อนที่สำคัญของระบบ D-B-B คือ การที่บริษัทที่ออกแบบและก่อสร้างเป็นคนละบริษัทกัน แบบที่ไม่สมบูรณ์อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งและนำไปสู่การเรียกร้อง ค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มเติมทำให้ต้นทุนการก่อสร้างสูงขึ้นได้ ข้อจำกัดที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการใช้สัญญาแบบเหมาจ่าย ทำให้การประมูลงานต้องรอให้งานออกแบบแล้วเสร็จสมบูรณ์จึงจะ คัดเลือกผู้รับเหมาเข้ามาทำงานก่อสร้างได้ การทำโครงการโดยระบบนี้จะทำให้ระยะเวลาของโครงการโดยรวม (ออกแบบและก่อสร้าง) ใช้เวลานาน

3. ระบบ ออกแบบ-ก่อสร้าง

ในระบบ " ออกแบบ-ก่อสร้าง" ( Design-Built ; D-B) นี้ ในเบื้องต้นเจ้าของโครงการจะมีเฉพาะข้อมูลโครงการเบื้องต้น ( Project Brief) ซึ่งระบุถึงความต้องการหลักๆของโครงการ บริษัทออกแบบก่อสร้าง ( Design-Builder) ที่มีความสนใจจะเข้ามายื่นข้อเสนอการให้บริการทั้งส่วนการออกแบ บและก่อสร้าง วิธีนี้จะแตกต่างจากระบบ D-B-B ตรงที่เจ้าของโครงการจะทำสัญญาเพียงหนึ่งฉบับกับบริษัทที่ชนะกา รประมูล ข้อไดเปรียบที่สำคัญของระบบ D-B คือ การที่ผู้ก่อสร้างเป็นบริษัทเดียวกันกับผู้ออกแบบทำให้สามารถ นำเอาความคิดเห็นของผู้ก่อสร้างเข้ามาในช่วงออกแบบ แบบที่ได้จึงมี "ความสร้างได้" (Constructibility) สูง ช่วยลดข้อโต้แย้งที่มักจะเกิดขึ้นเสมอระหว่างผู้ออกแบบกับผู้รั บเหมาก่อสร้างในระบบ D-B-B ได้ นอกจากนี้ผู้ออกแบบก่อสร้างยังสามารถแบ่งงานออกแบบเป็นส่วนๆ ส่วนไหนออกแบบเสร็จก็สามารถสร้างส่วนนั้นได้ก่อน ซึ่งแตกต่างจากระบบ D-B-B ซึ่งต้องรอให้งานออกแบบเสร็จสมบูรณ์แล้วจึงหาผู้รับเหมามาทำการ ก่อสร้าง ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้สามารถใช้วิธีก่อสร้างแบบ Phase และ Fast-track ได้ ส่งผลให้เวลาโดยรวมของโครงการลดลง ระบบ D-B นี้มีข้อจำกัดอยู่พอสมควร เช่น เจ้าของโครงการจะสูญเสียดุลการตรวจสอบระหว่างผู้ออกแบบกับผู้ก่ อสร้างที่มีในระบบ D-B-B ไป จึงมีความเป็นไปได้สูงที่อาจมีการปิดปังข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามข้อจำกัดดังกล่าวสามารถป้องกันได้ นอกจากนี้การคัดเลือกบริษัทออกแบบและการก่อสร้างก็เป็นเรื่องยา ก เนื่องจากในช่วงเวลาคัดเลือกบริษัท ขอบเขตของโครงการอาจจะยังไม่ชัดเจน แบบรายละเอียดของรายการก็ยังไม่มี เจ้าของโครงการอาจใช้วิธีพิจารณาคุณสมบัติ (Quality Based Selection ; QBS) โดยอาจให้บริษัทที่สนใจยื่นข้อเสนอโครงการควบคู่ไปกับการประกัน ราคาสูงสุด (Guaranteed Maximum Price ; GMP) หรืออาจใช้การคัดเลือกโดยวิธีกำหนดงบประมาณ (Fixed Maximum Price Bid) แล้วให้บริษัทยื่นข้อเสนอก็ได้ ระบบ D-B นี้มักจะถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ระบบ Turnkey แต่ในทางทฤษฎีแล้วระบบ Turnkey มีความแตกต่างจากระบบ D-B อยู่พอสมควร โดยทั่วไปขอบเขตการให้บริการของผู้ออกแบบ-ก่อสร้างในระบบ D-B จะจำกัดอยู่ที่การออกแบบและก่อสร้างเท่านั้น แต่ในระบบ Turnkey ขอบเขตการให้บริการอาจครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาพื้นที่ก่อสร้างโ ครงการ การจัดหาเงินทุนหมุนเวียนระหว่างการออกแบบและก่อสร้าง หลังจากก่อสร้างเสร็จก็ทำการขายโครงการให้กับเจ้าของโครงการเพื ่อนำไปใช้สอยตามวัตถุประสงค์ต่อไป

4. ระบบบริหารงานก่อสร้าง

คำว่า "บริหารงานก่อสร้าง" ( Construction Management; CM) เป็นคำที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในแวดวงอุตสาหกรรมก่อสร้างโดยมีค วามหมายแตกต่างกันไป ในบทความนี้ CM จะหมายถึง ระบบการจัดทำและส่งมอบโครงการ โดยมีบริษัท CM ทำหน้าที่หลักในการบริหารและจัดการโครงการ ตั้งแต่เริ่มต้น ( Conceptual Phase) จนกระทั่งออกแบบและก่อสร้างแล้วเสร็จนอกจากนี้บริษัท CM ยังสามารถให้บริการอื่นเพิ่มเติมได้ตามข้อตกลงกับเจ้าของโครงกา ร โดยทั่วไปแล้วระบบ CM จะมีรูปแบบย่อย 2 รูปแบบ คือ
1. บริหารโครงการในฐานะตัวแทนเจ้าของโครงการ (CM as Advisor)
2. บริหารโครงการใยฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ ( CM at Risk หรือ CM@Risk)

4.1 ระบบ CM as Advisor (CMA) ในระบบ CMA นี้เจ้าของโครงการจะทำสัญญาจ้างบริษัทมาทำหน้าที่เป็นทั้งที่ปร ึกษาและ ตัวแทนให้กับเจ้าของโครงการตั้งแต่การออกแบบจนกระทั่งก่อสร้างแ ล้วเสร็จ ในระบบนี้เจ้าของโครงการจะทำสัญญากับผู้ออกแบบซึ่งทำหน้าที่ออก แบบโครงการ และทำสัญญาอีกฉบับหนึ่งกับบริษัท CMA เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาเจ้าของโครงการในการให้ความเห็นเกี ่ยวกับการออกแบบ ประสานงานกับผู้ออกแบบเพื่อเตรียมเอกสารการประกวดราคา และเป็นตัวแทนเจ้าของโครงการในการคัดเลือกผู้รับเหมาฯ ในช่วงการก่อสร้าง CMA จะทำหน้าที่ช่วยเจ้าของโครงการควบคุม เวลา ค่าใช้จ่าย และคุณภาพของโครงการให้เป็นไปตามแบบและรายการ โดนทั่วไปการคัดเลือกบริษัท CMA จะใช้วิธีพิจารณาจากคุณสมบัติเป็นหลัก ตารางที่ 3 แสดงประโยชน์และความเสี่ยงของระบบ CMA การที่เจ้าของโครงการมี CMA ช่วยบริหารโครงการ การว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างอาจทำได้ 2 รูปแบบ คือ
1. เจ้าของโครงการทำสัญญากับผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก ( General Contractor ; GC)
2. เจ้าของโครงการทำสัญญากับผู้รับเหมารายย่อยโครงการ ( Multiple Prime Contractors ; MPC)

ในวิธีแรกจะมีลักษณะเหมือนกับผู้รับเหมาหลักในระบบ D-B-B คือ เจ้าของโครงการจะทำสัญญาก่อสร้างกับ GC เพียงฉบับเดียวโดยที่ GC จะทำสัญญากับผู้รับเหมาช่วง ส่วนวิธีสองจะไม่มี GC เจ้าของโครงการทำสัญญากับผู้รับเหมารายย่อยโดยตรง

4.2. ระบบ CM@Risk</B< a>> ระบบ CM@Risk จะมีลักษณะคล้ายกับระบบ CMA ตรงที่เจ้าของโครงการว่าจ้างบริษัท A/E เพื่อทำการออกแบบในขณะเดียวกันก็จะทำสัญญาจ้าง CM มาเพื่อเป็นที่ปรึกษาระหว่างการออกแบบ เมื่อการออกแบบใกล้จะแล้วเสร็จ บริษัท CM จะแบ่งโครงการออกเป็นงานย่อยแต่ละประเภท ( Work Packages) เพื่อทำการคัดเลือกผู้รับเหมารายย่อยเข้ามาประมูลงานในแต่ละส่ว น โดยผู้รับเหมารายย่อยที่ชนะการประกวดราคาจะทำสัญญาก่อสร้างโดยต รงกับผู้บริษัท CM จะทำสัญญาการก่อสร้างกับเจ้าของโครงการอีกทอดหนึ่ง ระบบ CM@Risk นี้สามารถเริ่มก่อสร้างได้เลยแม้ว่าการออกแบบยังไม่แล้วเสร็จสม บูรณ์ เจ้าของโครงการจะได้ประโยชน์จากการก่อสร้างด้วยวิธี Fast-track ที่มีบริษัท CM ทำหน้าที่บริหารโครงการ
สัญญาที่เจ้าของโครงการใช้กับบริษัท CM@Risk ส่วนใหญ่จะเป็นสัญญาประเภท " ต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงบวกค่าบริการ" ( Cost-Plus-Fees) ค่าบริการให้คำปรึกษาในช่วงออกแบบ ค่าดำเนินการในส่วนของสำนักงาน ค่าบริหารจัดการและกำไรในส่วนงานก่อสร้าง เพื่อไม่ให้งบประมาณก่อสร้างบานปลายเจ้าของโครงการมักต้องการให ้บริษัท CM ประกันราคาก่อสร้างสูงสุด ( GMP) เมื่องานออกแบบแล้วเสร็จในบางส่วนในกรณีที่ราคาค่าก่อสร้างสูงก ว่า GMP บริษัท CM จะต้องรับผิดชอบส่วนต่างดังกล่าว ตารางที่ 4 แสดงประโยชน์และความเสี่ยงของระบบ CM@Risk

5. สมรรถนะของระบบจัดทำและส่งมอบโครงการ

  ในปี ค.ศ. 1998 สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้าง ( Construction Industry Insitute ; CII) ร่วมกับมหาวิทยาลัย Penn State University ในประเทศสหรัฐฯ ได้ทำการวิจัยเพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะของระบบ PDS ทั้ง 3 ระบบ คือ ระบบ D-B-B , D-B และ CM@Risk โดยศึกษาจากกลุ่มโครงการก่อสร้างอาคารทั้งของรัฐและเอกชนจำนวน 351 โครงการ โดยพิจารณาจาก พารามิเตอร์ที่สำคัญ เช่น ต้นทุนการก่อสร้างที่สูงขึ้น เวลาการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากสัญญา ความเร็วในการก่อสร้าง ความเร็วในการทำโครงการ ในส่วนของคุณภาพของโครงการ ได้สอบถามปัจจัยต่างๆ 7 ประการ เช่น ความพร้อมของโครงการเมื่อเริ่มการใช้สอยอาคาร ค่าใช้จ่ายในการใช้สอยอาคาร คุณภาพของงานระบบ ฯลฯ ผลของการศึกษาได้สรุปไว้ในตารางที่ 5

นอกจากนี้ในปี ค.ศ. 1995 หน่วยงาน The Reading Design-Build Forum ในเครือจักรภพอังกฤษไดทำการศึกษาเชิงเปรียบเทียบสมรรถนะของระบบ D-B-B และ D-B จากกลุ่มตัวอย่างโครงการก่อสร้างอาคาร จำนวน 330 โครงการ โดยพิจารณาจาก ต้นทุนการก่อสร้างต่อหน่วย ( Unit Cost) ความเร็วในการก่อสร้าง ( Construction Speed) และความเร็วในการจัดทำโครงการ ( Delivery Speed) ผลการศึกษาสมรรถนะของระบบ PDS เชิงเปรียบเทียบของการศึกษาทั้งสองได้ถูกแสดงไว้ในตารางที่ 6

การศึกษาทั้งสองแสดงเห็นได้ว่าระบบการจัดทำโครงการแบบ D-B-B เป็นระบบที่มีสมรรถนะต่ำสุดในเกือบทุกพารามิเตอร์ที่พิจารณา ระบบ D-B ระบบที่มีสมรรถนะสูงที่สุดรองลงมาจะเป็นระบบ CM@Risk อย่างไรก็ตาม ผลจากการศึกษาทั้งสองเป็นเพียงแนวโน้มเท่านั้น ไม่ควรใช้ผลการศึกษาดังกล่าวเป็นข้อยุติ ในการจะบ่งชี้ว่าระบบใดเป็นเป็นระบบที่ดีที่สุดสำหรับการจัดทำ และโครงการเนื่องจากยังมีองค์ประกอบด้านอื่นที่ใช้ประกอบการพิจ ารณา

ผลจากการศึกษาดังกล่าว สอดคล้องกับแนวโน้มการเลือกใช้ระบบจัดทำและส่งมอบโครงการในประเ ทศสหรัฐฯ กล่าวคือมีการใช้ระบบ D-B และ CM@Risk มากขึ้นโดยเฉพาะภาคการก่อสร้างที่ไม่ใช่อาคาร (Nonresidential Construction) มีการใช้ระบบดังกล่าวถึง 25% เพิ่มขึ้นจากเมื่อ 10 ปีที่แล้วประมาณ 6% นอกจากนี้กรมการค้าของสหรัฐฯ ได้ประมาณการว่าตัวเลขการใช้ระบบ D-B จะสูงขึ้นเป็น 50% ใน ค.ศ. 2001 สำหรับในทวีปยุโรป และประเทศญี่ปุ่น มีการใช้ระบบ D-B กับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโครงการก่อสร้างที่ไม่ใช่อาคาร มีการใช้สูงถึง 50% และ 75% ตามลำดับ

นอกเหนือจากระบบ PDS ที่กล่าวมาแล้วยังมีรูปแบบการจัดทำและส่งมอบโครงการที่เอกชนเข้ ามามีส่วนร่วมมากขึ้น นอกเหนือจากการออกแบบและก่อสร้าง ระบบดังกล่าวเรียกว่า ระบบที่ให้เอกชนร่วมลงทุน

6. ระบบที่ให้เอกชนร่วมลงทุน

ระบบที่ให้เอกชนร่วมลงทุน ( Public-Private Partnership) คือ ขบวนการผ่องถ่ายภารกิจในการดำเนินการผลิตระบบสาธารูปโภคหรือ สิ่งปลูกสร้างทั่วไปที่เมื่อก่อนจะดำเนินการโดยภาครัฐไปสู่เอกช น โดยทั่วไปการให้เอกชนร่วมลงทุนสามารถดำเนินการได้ใน 3 ระดับ คือ
1. การขายทรัพย์สินของทางราชการที่ดำเนินการอยู่ให้เอกชนไปดำเนินก ารต่อ
2. การว่าจ้างให้เอกชนเข้ามาดำเนินการต่อ
3. การให้สัมปทานเอกชนในการเข้ามาลงทุนก่อสร้างและดำเนินการ

ในบรรดารูปแบบดังกล่าวรูปแบบที่ 3 เป็นรูปแบบที่เป็นที่เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุดคือ การให้สัมปทานซึ่งรู้จักกันในชื่อ ระบบ "ก่อสร้าง-ดำเนินการ-ถ่ายโอน" ( Build Operate & Transfer; BOT) ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แนวโน้มของการจัดทำระบบสาธารณูปโภคมีสูงขึ้น สาเหตุหลักมาจากการกำหนดนโยบายของรัฐที่จะให้เอกชนเข้ามามีส่วน ร่วม ประกอบกับงบประมาณของรัฐที่จำกัด ระบบจัดทำโครงการแบบ BOT จึงเป็นระบบที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ในระบบ BOT ภาคเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินการหาแหล่งเงินทุน ออกแบบ และทำการก่อสร้าง หลังจากนั้นจะเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากโครงการที่สร้างเสร็จ เพื่อจัดเก็บรายได้ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัมปทาน ระหว่างดำเนินการอยู่นี้จะถือว่าเอกชนเป็นเจ้าของโครงการ เมื่อดำเนินการไปจนครบระยะเวลาที่กำหนดจะต้องถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ ความเป็นเจ้าของคืนให้รัฐ

ระบบ BOT เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆรูปแบบที่ให้เอกชนร่วมลงทุน อนุพันธ์ของระบบ BOT ระบบ Build Own Operate (BOO) ระบบ Build Transfer Operate (BTO) ทั้ง 3 วิธีนี้เอกชนที่เป็นผู้ลงทุนจะเป็นผู้ได้ผลประโยชน์ หรือรายได้ จากการใช้โครงการ สำหรับวิธี BTO เอกชนจะถ่ายโอนความเป็นเจ้าของโครงการให้กับภาครัฐทันทีหลังจาก ก่อสร้างเสร็จแล้ว แต่จะดำเนินการใช้สิ่งปลูกสร้างในการหารายได้ในนามของหน่วยงานข องรัฐสำหรับวิธี BOO ความเป็นเจ้าของจะอยู่กับเอกชนผู้ลงทุนไปตลอด และมีสิทธิ์ในการเปลี่ยนความเป็นเจ้าของโครงการได้ตลอดเวลา รูปแบบที่แตกต่างกันทำให้ผู้ลงทุนต้องรับความเสี่ยงที่แตกต่างก ันส่งผลต่อ การกำหนดอัตราผลตอบแทนในการลงทุน นอกจากรูปแบบทั้งสองแล้วยังมีรูปแบบอื่นๆ เช่น ระบบ Build Lease Transfer (BLT) เอกชนจะเป็นผู้ลงทุนสร้างโครงการโดยมีข้อตกลงว่าหลังจากการก่อส ร้างแล้วเสร็จ รัฐจะเป็นฝ่ายเช่าโครงการ ซึ่งเป็นการประกันรายได้ของโครงการไปเท่ากับระยะเวลาที่ระบุในข ้อตกลง หลังจากนั้นเอกชนจะถ่ายโอนโครงการให้ภาครัฐ วิธีนี้จะทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถเป็นเจ้าของโครงการได้โดยไม ่ต้องมีเงินจำนวนมากมาลงทุน การลงทุนจะเป็นการลักษณะเช่าซื้อ ระบบ Rehabilitate Lease Transfer (RLT) จะมีลักษณะคล้ายกับระบบ BLT แต่จะแตกต่างกันตรงที่เอกชนมาลงทุนปรับปรุงทรัพย์สินของรัฐที่ม ีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรัฐทำสัญญาเช่าโครงการไประยะเวลาที่ตกลง จากนั้นจะถ่ายโอนให้ภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีระบบ Buy Build Operate (BBO) ซึ่งหน่วยงานของภาครัฐขายทรัพย์สินให้กับเอกชนเพื่อนำไปลงทุนปร ับปรุง หลังจากนั้นรัฐก็จะขอเช่าต่อจากเอกชน

7. ข้อคิดเห็น
      การจัดทำและส่งมอบโครงการ ( PDS) เป็นสิ่งที่สำคัญและเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสำเร็จของโครงการจา กการศึกษาสมรรถนะของระบบ PDS ต่างๆ สามารถระบุได้ว่าไม่มีระบบ PDS ใดที่ดีและเหมาะสมที่สุด ระบบ PDS แต่ละรูปแบบมีข้อดีและข้อเสียที่ต่างกัน การพิจารณาเลือกระบบ PDS ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับลักษณะของโครงการ เช่น ความซับซ้อน ความต้องการความยืดหยุ่นของเจ้าของ ข้อจำกัดด้านเวลาและงบประมาณ ความพร้อมด้านบุคลากรฝ่ายเจ้าของโครงการ ฯลฯ ปัจจุบันอุตสาหกรรมก่อสร้างมีการพัฒนาขึ้นความเชี่ยวชาญเฉพาะทา ง ก็มีมากขึ้นทำให้วิธีการจัดทำและส่งมอบโครงการแบบดั้งเดิม ( D-B-B) ที่มีขั้นตอนการออกแบบแยกเด็ดขาดจากขั้นตอนการก่อสร้างโดยใช้สั ญญาเหมาจ่าย กำลังได้รับความนิยมลดลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศ เจ้าของโครงการที่มีความเข้าใจลักษณะของโครงการของตนสามารถออกแ บบระบบ PDS ที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนและระยะเวลาการทำโครงการลงได้

สำหรับประเทศไทยโครงการทั้งภาครัฐและเอกชนส่วนใหญ่ยังคงใช้ ระบบ D-B-B เนื่องจากความคุ้นเคยและข้อจำกัดเกี่ยวกับการตั้งและจัดสรรงบปร ะมาณ ในต่างประเทศโครงการของรัฐได้ให้หันมาให้ความสนใจกับระบบ D-B และระบบ CM@Risk มากขึ้น หลายหน่วยงานอยู่ในระหว่างการดำเนินการแก้ไขระเบียบของทางราชกา ร เพื่อให้การใช้ระบบดังกล่าวมีความเป็นไปได้และโปร่งใสมากยิ่งขึ ้น ระบบที่ให้เอกชรร่วมลงทุนก็เป็นอีกระบบหนึ่งที่กำลังได้รับความ นิยม โดนเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ประเทศกำลังประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิ จ รัฐบาลไม่มีงบประมาณที่ใช้ในการลงทุน ระบบดังกล่าวไม่จำกัดแต่เฉพาะโครงการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคเท ่านั้น หน่วยงานของรัฐบาลสามารถพิจารณารูปแบบต่างๆที่เปิดโอกาสให้เอกช นลงทุน ในการก่อสร้างและดำเนินการโครงการต่างๆที่รัฐมีความต้องการ โดยรัฐสามารถตั้งงบประมาณแบบผ่อนชำระได้ วิธีนี้อาจสามารถช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการจ้างงานในภาค อุตสาหกรรมก่อสร้าง
อย่างไรก็ตามการคัดเลือกระบบ PDS ที่เหมาะสมกับลักษณะของโครงการเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆปัจจัยที่ม ีผลกระทบต่อความสำเร็จของโครงการ ยังมีปัจจัยอื่นที่สำคัญ เช่น ความชัดเจนของขอบเขตการทำงาน ประสบการณ์และความรอบรู้ของทีมงาน จรรณยาบรรณวิชาชีพ การตอบสนองที่รวดเร็วต่อปัญหาที่เกิดขึ้น การประสานงานที่มีประสิทธิภาพ ระบบข้อมูล การติดตามผลการทำงานอย่างใกล้ชิด การประมวลและประเมินผลการทำงาน ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนมีผลโดยตรงต่อความสำเร็จ

 

หน้าแรก

เมนู

เกี่ยวกับเรา

หน้าแรก

ความเป็นมา

วัตถุประสงค์

นโยบาย

ผู้สนับสนุน

ติดต่อเรา

เกี่ยวกับการรื้อถอน

the myth of

' DEMOLITION '

บทความ

รูปภาพ

ประเภทการรื้อถอน

กฎหมาย

การขออนุญาต

การรื้อถอนเบื้องต้น

บันทึกโครงการ

Implosion คืออะไร

ถาม-ตอบ FAQ

ปัญหาการรื้อถอน

ความปลอดภัย

สาระน่ารู้

 

 

รวมลิงค์

www.mtech.co.th

www.saisombat.com

www.khoosri.com

www.girar.co.th

www.piyamitrgroup.com

www.spdemolition.com

www.sahamitgroup.com

www.terexgroup.com

www.baucon-contractor.com

www.promilliondemolition.com

www.tungmunkong.com

www.thongkarnchang.com

www.tumcivil.com

Thaiengineering

Thaibuild

ปภ.กระทรวงมหาดไทย

สภาวิศวกร

ว.ส.ท.

ภาพน่าสนใจ
 

ติดต่อ thaidemolition
โทร. 02-9448031-3 แฟ็กซ์ 02-9448032
Mobile: 081-8162302 คุณสุรชัย Civil Engineer

4/14 หมู่ที่ 7 ถ. นวมินทร์ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10230.

 
we dare not forget " DEMOLITION "
Site is Under Development...Comming soon...